Thai version: ช่วยชาติ English version: Road to recovery

รัฐบาลพร้อมกระจายเม็ดเงินก้อนแรก 1,000 ล้านบาท สู่ชุมชนท้องถิ่น

ชุมชนพอเพียง

     นายกรัฐมนตรี แสดงปาฐกถาพิเศษการขับเคลื่อนนโยบายเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น โดยระบุรัฐบาลพร้อมกระจายเม็ดเงินก้อนแรกจำนวน 1,000 ล้านบาท สู่ชุมชนท้องถิ่น     วันนี้ เวลา 08.45 น. ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพมหานคร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงปาฐกถาพิเศษ “การขับเคลื่อนนโยบายเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น” โดยมีผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำองค์กรชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ประมาณ 1,200 คน เข้าร่วมงาน

 

     เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงบริเวณการจัดงาน คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ได้นำนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการธนาคารต้นไม้และชมการแสดงลิเกฮูลู จากผู้แทนองค์กรเยาวชน ตำบลตันหยงลุโละ จังหวัดปัตตานี

     จากนั้น นายแพทย์สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวรายงานความเป็นมาของการจัดประชุมวิชาการทางออกวิกฤตสยามด้วยยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งสรุปว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นจากความร่วมมือของ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิซิเมนต์ไทย และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ อาทิ 1) เพื่อนำเรื่องดี ๆ ที่ชุมชนท้องถิ่นได้มีประสบการณ์ความสำเร็จมีผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนขึ้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2) เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแก้ไขปัญหาหรือดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ที่มุ่งสร้างรากฐานของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมกันก่อตั้งเครือข่ายวิทยุชุมชนเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของชุมชน และ3)เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในการมีส่วนร่วมกับนโยบายการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น เช่น การนำเสนอแนวคิดของการกระจายอำนาจ ข้อมูลวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายว่าด้วยรายได้ท้องถิ่นและกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ เป็นต้น สำหรับผลที่คาดว่าจะได้รับในการประชุมดังกล่าว คือ ผู้เข้าร่วมประชุมจะได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายเรียกว่า “เครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อชุมชนเข้มแข็ง” เพื่อติดต่อสื่อสารร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันต่อเนื่องไป ตลอดจนมีกลไกในการสนับสนุนติดตามการดำเนินงานกระจายอำนาจเพื่อชุมชนเข้มแข็งในลักษณะการวิจัยพัฒนา

     โอกาสนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณผู้จัดงานที่ได้เชิญมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกคน ซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะขับเคลือนสังคมไทย โดยเฉพาะในยามที่ประเทศต้องเผชิญวิกฤตที่รุนแรง และขอแสดงความชื่นชมในความเข้มแข็งขององค์กรในการจัดงานดังกล่าว ตลอดจนผู้เข้าร่วมงานทุกคนที่มีความตั้งใจในการที่จะนำความคิดและประสบการณ์ดี ๆ มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น พร้อมกล่าวว่าวันนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่ต้องเผชิญกับวิกฤตที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งทางเศรษฐกิจไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ทั้งนี้สิ่งที่เป็นความวิตกกังวลของประชาชนทั่วไปทั้งในประเทศและต่างเทศคือความไม่มั่นคงในเรื่องรายได้และอนาคตของตนเอง ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลได้ถือเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขหรือคลี่คลายวิกฤตคือต้องมีความชัดเจนในเชิงเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว

     โดยระยะสั้นนั้นสิ่งที่สำคัญมากคือต้องไม่ปล่อยให้วิกฤตเศรษฐกิจลุกลามไปเป็นวิกฤตการณ์ทางสังคม เพราะถ้าวิกฤตทางเศรษฐกิจลุกลามไปเป็นวิกฤตทางสังคมแล้วจะนำไปสู่ทั้งความขัดแย้งและอาจจะนำไปสู่ความรุนแรง หรือเลวร้ายที่สุดบางกรณีอาจเกิดการล่มสลายของระบบได้ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลได้ให้ความระมัดระวังตลอดเวลาคือต้องดูแลไม่ให้วิกฤตเศรษฐกิจลุกลามเป็นวิกฤตทางสังคมซึ่งหมายถึงความจำเป็นต้องดูแลผู้ที่ด้อยโอกาสรวมถึงผู้อ่อนแอที่สุด ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจก่อน อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาทุกอย่างรัฐบาลไม่สามารถจะแก้ไขได้โดยลำพัง แต่ต้องมีการระดมกำลังทุกภาคส่วนในการที่จะขับเคลื่อนแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤติ ซึ่งภาคส่วนที่มีความสำคัญที่สุดที่เป็นพื้นฐานและฐานรากของสังคมคือชุมชน เพราะถ้าการขับเคลื่อนในระดับฐานรากไม่สามารถที่จะเดินหน้าตอบสนองต่อเป้าหมายของสังคมและประเทศชาติซึ่งคือความผาสุขของประชาชนได้ก็เป็นเรื่องยากที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของราชการจะสามารถแก้ไขปัญหาให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ฉะนั้นชุมชนคือหน่วยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ขาดอนาคตของประเทศชาติ ดังนั้นรัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวและการขับเคลื่อนของท้องถิ่นและชุมชนโดยรวม

     สำหรับท้องถิ่นนั้น นายกรัฐมนตรีได้มีการเคลื่อนไหวการกระจายอำนาจมาเป็นเวลานานแล้ว โดยได้มีบทบาทในการผลักดันให้เกิดการกระจายอำนาจซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบปัจจุบันมายังต่อเนื่อง ทั้งนี้หัวใจของการกระจายอำนาจไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นอย่างไร แต่หัวใจอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำอะไร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปฎิบัติภารกิจนั้นอย่างไร ซึ่งวัตถุประสงค์ของการกระจายอำนาจคือต้องการเห็นการทำงานและการบริหารที่มีความใกล้ชิดและส่งเสริมการมีส่วนร่วมประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง และไม่ต้องการจะเห็นระบบการบริหารงานของท้องถิ่นเปรียบเสมือนการคัดลอกระบบราชการส่วนกลาง ทั้งนี้ในช่วง 10 กว่าปี ที่ผ่านมาที่มีการพยายามผลักดันเรื่องของการกระจายอำนาจนั้น ได้เห็นทั้งความก้าวหน้าและอุปสรรค โดยความก้าวหน้าคือการเอื้อของกฎหมายที่ทำให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ส่วนอุปสรรคและจุดอ่อนคือสังคมยังมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความพร้องในหลายพื้นที่ รวมถึงความโปร่งใสหรือธรรมาภิบาล ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข อย่างไรก็ตามแม้ท้องถิ่นจะมีปัญหารัฐบาลก็ยังมีความเชื่อมั่นว่าทิศทางการกระจายอำนาจเป็นทิศทางที่ถูกต้องและต้องดำเนินการต่อไป พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงเรื่องของชุมชนว่า จากการที่ได้มีโอกาสได้พบปะกับผู้นำองค์กรชุมชนต่าง ๆ ทำให้เห็นถึงพลังชุมชนเกี่ยวกับความคิดริเริ่มที่ได้มีการแลกเปลี่ยนกัน และตนได้ยึดถือนำมาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายหลายข้อของรัฐบาล โดยหวังว่าการขับเคบลื่อนตรงนี้จะนำไปสู่กระบวนการการพัฒนาที่ยั่งยืนและนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายสุดท้ายในเรื่องของความสุขของประชาชนถ้วนหน้า

     นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วง 3 เดือนที่ได้เข้ามาบริหารประเทศและได้รับทราบเรื่องการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ เรื่องระบบสวัสดิการชุมชน การปกป้องทรัพยากร แนวคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่ทำกิน เรื่องของระบบเกษตรในเรื่องของเกษตรธรรมชาติ และเรื่องการศึกษา เพื่อใช้ในการวางกลไกและกำหนดโครงการที่จะสนับสนุนแนวทางดังกล่าว เช่น ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ โดยมี คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธานกรรมการ และมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นที่ปรึกษา รวมทั้งมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้นำชุมชนจากพื้นที่ภาคต่าง ๆ ทั้วประเทศเข้ามาเพื่อทำหน้าที่เสนอยุทธศาสตร์และแผนงานในการที่รัฐบาลจะส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้สิ่งที่จะเน้นย้ำกับคณะกรรมการดังกล่าวคือกรรมการชุดนี้ไม่ใช่กรรมการของรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่เป็นกรรมการของผู้แทนชุมชนอย่างแท้จริง ส่วนหน้าที่ของผู้แทนจากภาครัฐบาลในกรรมการชุดนี้ คือเข้าไปรับฟังเพื่อใช้ประโยชน์จากความคิดริเริ่มและการผลักดันของชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การผลักดันในเรื่องของโครงการหรือมาตราการและนโยบายระดับชาติ รวมทั้งเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้กลไกต่าง ๆ ของชุมชนสามารถเดินหน้าไปได้

     สำหรับโครงการเฉพาะหน้าที่สอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนการทำงานของชุมชนและการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการแรกคือโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน ซึ่งเป็นการปรับโครงการที่มีการส่งเม็ดเงินลงไปสู่หมู่บ้านต่าง ๆ หรือชุมชน โดยอิงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างชัดเจน โดยกำหนดเป้าหมายการใช้เงินไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาอาชีพสำหรับผู้ด้อยโอกาส การพัฒนาการเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะเดินทางไปเปิดโครงการดังกล่าวเพื่อส่งเม็ดเงินกระจายไปยังชุมชนท้องถิ่น จำนวน 1,000 ล้านบาท ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) โดยมีหลักเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณแบ่งเป็น 7 ระดับตามขนาดชุมชนใหญ่เล็ก ซึ่งคิดคำนวณจากสัดส่วนจำนวนประชากร โดยหวังว่าหลักเกณฑ์ใหม่ในการจัดสรรคเงินดังกล่าวตลอดจนแนวทางที่ได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำงานด้านเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดจะช่วยทำให้มาตรการนี้นอกจากบรรเทาความเดือดร้อนและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว ยังจะเป็นการวางรากฐานที่ดีสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนโดยเน้นความเข้มแข็งของชุมชน นอกจากนี้ยังมีโครงการต้นกล้าอาชีพ ซึ่งเป็นโครงการฝึกอบรมเพื่อแก้ปัญหาการว่างงานหรือผู้ที่มีความเสี่ยงในการถูกเลิกจ้าง และครอบคลุมถึงนักศึกษาที่จบใหม่ซึ่งหางานทำอยู่ ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะเป็นอีกเป้าหมายหลักในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปในตัว โดยถ้าผู้เข้ารับฝึกอบรมตัดสินใจกลับภูมิลำเนาเดิม เพื่อไปประกอบอาชีพหรือวิสาหกิจในชุมชนจะได้รับแรงจูงใจเป็นพิเศษ

     ในตอนท้ายนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การพัฒนาทั้งหลายต้องมุ่งเป้าสุดท้ายไปในเรื่องของสุขภาวะและชีวิตที่ดี โดยหากคนประสบกับภาวะที่ถดถอยในทางเศรษฐกิจ และรายได้ลดลงต้องทดแทนได้ด้วยเรื่องของสุขภาวะ แต่ทั้งหมดต้องมาจากการที่ทุกคนช่วยกันพลิกฟื้นประเทศไทย โดยการใช้หลักของความยั่งยืนและความพอเพียง รวมทั้งการพึ่งพาตนเองมาเป็นตัวขับเคลื่อน ทั้งนี้มั่นใจว่าทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ ถือเป็นบุคคลที่อยู่ในแนวหน้าและเข้าใจเรื่องดังกล่าวดีจะเป็นกำลังในการขยายผลตรงนี้ โดยรัฐบาลก็จะทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ ส่วนปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ ที่รัฐบาลสามารถคลี่คลายได้ก็จะดำเนินการต่อไป และขอให้ทุกคนร่วมเป็นหุ้นส่วนกับรัฐบาลในการพลิกฟื้นประเทศไทยอีกครั้ง

แหล่งข้อมูล : www.thaigov.go.th