นับตั้งแต่ รัฐบาลเข้ามาดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม 2552 จะเห็นได้ว่า รัฐบาลได้พยายามทำงานอย่างเต็มที่ในการวางแผนพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้มุ่งเน้นงานที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย และการออกมาตรการรองรับผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นระยะๆ โดยงานทั้ง 2 ด้านนี้จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่และคู่ขนานกันไป หากปราศจากมาตรการรองรับผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและมีประสิทธิภาพแล้ว ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยก็จะไม่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน หากปราศจากความเชื่อมั่นแล้ว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะไม่ส่งผล
1. สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย
การพลิกฟื้นเศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อไปได้ ต้องอาศัยความเข้าใจและความเชื่อมั่นจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากปราศจากความเชื่อมั่นแล้ว ผู้บริโภคจะไม่กล้าใช้จ่าย และนักลงทุนต่างประเทศจะไม่เข้ามาลงทุน รัฐบาลจึงต้องเร่งสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคและนักลงทุน เพื่อไม่ให้ความหวาดกลัวต่อวิกฤติเศรษฐกิจและปัจจัยทางการเมืองมาบดบังปัจจัยพื้นฐานของประเทศที่ยังแข็งแกร่งอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่างประเทศ รัฐบาลได้เร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจไทย เพื่อให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างประเทศกลับมาท่องเที่ยวและลงทุนในประเทศไทยอีกครั้ง
ในเรื่องนี้ รัฐบาลได้ใช้เวทีต่างประเทศ ทั้งการเยือนประเทศต่างๆ การทำโรดโชว์ประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ตลอดจนการแสดงความพร้อมที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่ชะอำและหัวหิน ซึ่งมีผู้นำ 10 ประเทศอาเซียนมาประชุมร่วมกัน รวมถึงการไปประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเวทีที่มีผู้นำประเทศไม่ต่ำกว่า 41 ประเทศ รัฐมนตรีไม่ต่ำกว่า 60 คน และผู้นำในวงการเศรษฐกิจในองค์กรชั้นนำระดับโลกกว่า 1,300 องค์กรเข้าร่วม
รัฐบาลได้ไปชี้แจงทำความเข้าใจว่าสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติแล้ว มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และนอกจากนั้นยังได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนกับนักธุรกิจต่างชาติ ทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นกลับคืนมาจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ อันจะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ผลตามเป้าหมายที่วางไว้ ในขณะเดียวกัน ภายในประเทศรัฐบาลก็ได้เร่งชี้แจงแนวทางการทำงาน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้บริโภคภายในประเทศเป็นระยะๆ
![]()
2. ออกมาตรการรองรับผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจ
วิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ เปรียบเสมือนไฟกำลังไหม้บ้านของเราอยู่ ในขณะที่คนทั้งครอบครัวกำลังอยู่ในบ้าน ดังนั้นภารกิจสำคัญของรัฐบาลในฐานะหัวหน้าครอบครัวจึงมีอยู่ 3 ประการ 1) ช่วยเหลือคนที่อยู่ในบ้าน 2) เร่งดับไฟ และ 3) ซ่อมแซมหรือสร้างบ้านใหม่ ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ 3 ประการ เพื่อรองรับรับผลกระทบ และพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ตามแนวทางข้างต้น
ยุทธศาสตร์ที่ 1 “ช่วยเหลือคนที่อยู่ในบ้าน”
ให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำและกลุ่มผู้สูงอายุอย่างเร่งด่วน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 “เร่งดับไฟ”
กระตุ้นความต้องการภายในประเทศในทุก ๆ ด้านทดแทนรายได้ที่ขาดหายไปจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยเน้นการเพิ่มการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ เพื่อสร้างงานและพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง
ยุทธศาสตร์ที่ 3 “ซ่อมแซมหรือสร้างบ้านใหม่”
เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ยุทธศาสตร์ที่ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ที่สุดแล้วจะสำเร็จหรือไม่นั้น อยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย ที่จะช่วยกันแก้ปัญหา สร้างความเชื่อมั่นทั้งแก่ประชนชนทั่วไปและต่างประเทศ แล้วเดินหน้าไปด้วยกัน แม้ว่าจะมีอุปสรรคขวากหนามอีกมาก แต่รัฐบาลมีความเชื่อมั่นในประเทศและประชาชนคนไทยมาโดยตลอด ดังนั้น รัฐบาลจึงมั่นใจว่า จะสามารถร่วมกันฟันฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้อีกครั้ง





