
วิกฤติการณ์นี้คืออะไร แตกต่างกับวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ 10 ปีที่แล้วอย่างไร?
วิกฤติต้มยำกุ้งนั้น เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายอย่างเกินตัว ประเทศต่างๆ ในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยมีการเติบโตในลักษณะของฟองสบู่ หรือเติบโตมากกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น สิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในช่วงนั้น คือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ มูลค่าการนำเข้าสูงกว่ามูลค่าการส่งออก ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าประชาชนของประเทศนั้นมีการใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ทำให้ต้องมีการกู้หนี้ยืมสินจากต่างประเทศ การใช้จ่ายในช่วงนั้นก็ไม่ได้ก่อให้ประโยชน์อย่างแท้จริง โดยมักอยู่ในรูปของ การนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยหรือการท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เรื้อรัง
นักเก็งกำไรค่าเงินได้เล็งเห็นว่าค่าเงินบาทถูกกำหนดให้มีค่ามากกว่าความเป็นจริง จึงเข้าโจมตีค่าเงิน ส่วนธนาคารชาติก็ดำเนินนโยบายผิดพลาดโดยนำทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้ปกป้องค่าเงินอย่างต่อเนื่อง จนสุดท้าย ต้องยอมปล่อยค่าเงินบาทให้ลอยตัวในที่สุด ผลที่ตามมากคือ หนี้ต่างประเทศในรูปของเงินบาทสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ธุรกิจไม่สามารถชำระหนี้ได้ เงินทุนที่ไหลเข้ามาก็ไหลออกอย่างรวดเร็วเนื่องจากขาดความเชื่อมั่น สถาบันการเงินหลายแห่งต้องปิดตัวลง เช่นเดียวกับธุรกิจต่างๆ ประชาชนจำนวนมากตกงาน ท้ายที่สุดปัญหาก็ลุกลามไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชีย
สำหรับวิกฤติซับไพรม์นั้น ก็ที่มาที่คล้ายคลึงกันคือ มีการเก็งกำไร โดยเกิดขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่ร้ายแรงกว่าคือ ผู้ที่กู้เงินไปเป็นลูกหนี้คุณภาพต่ำ หรือที่เรียกว่า ซับไพรม์ ดังนั้นการเบี้ยวชำระหนี้จึงเป็นสิ่งที่ผู้ปล่อยกู้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้สถาบันการเงินยังคงปล่อยกู้ต่อไปก็คือ กระบวนการแปลงหนี้ให้เป็นหลักทรัพย์ โดยสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้จะนำสินเชื่อจำนองที่ลูกหนี้ยังไม่ได้ชำระเงินคืนไปขายต่อให้นักลงทุนที่สนใจ กระบวนการนี้ทำให้ความเสี่ยงจากการเบี้ยวชำระหนี้ถูกโอนไปยังนักลงทุนดังกล่าว โดยที่สถาบันการเงินก็มีเงินทุนที่จะนำไปปล่อยกู้และทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ สินเชื่อจำนองที่ถูกนำไปขายต่อให้นักลงทุนนั้นก็มีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมากจนนักลงทุนไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่ติดตามมาด้วยนัก และมักจะถูกล่อลวงด้วยผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง แม้แต่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเองก็ยังมีความผิดพลาดในการจัดอันดับ
นักลงทุนประกอบไปด้วย สถาบันการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร วาณิชธนกิจ Hedge Fund หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญ ซึ่งแพร่กระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้เมื่อปัญหาก่อตัวขึ้น จึงลุกลามไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นความไร้ซึ่งวินัยทางการเงิน โดยเฉพาะการปล่อยกู้ให้กับผู้กู้คุณภาพต่ำ ท้ายที่สุด เมื่อฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกตัว การเบี้ยวชำระหนี้จึงเกิดขึ้น สถาบันการเงินจำนวนมากต้องขาดทุนจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง อันเป็นผลให้สภาพคล่องหดตัวลงอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นวิกฤติการเงิน และส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการจ้างงานต่อไป
ถึงแม้ว่า ประเทศไทยเองจะไม่ใช้จุดเริ่มต้นของวิกฤติซับไพรม์ เฉกเช่นวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ผลกระทบทางอ้อมก็ส่งมาถึงไม่น้อย ความตกต่ำของเศรษฐกิจอเมริกาและโลกส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยอย่างมาก เนื่องจากเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สถิติด้านการส่งออกแย่ลงอย่างชัดเจน ธุรกิจหลายแห่งต้องปิดกิจการ ประชาชนตกงานและหางานทำยาก ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจของประเทศจึงต้องมีความสอดคล้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยเรียนรู้จากวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพื่อนำพาประเทศให้รอดพ้นจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจไปได้
รัฐบาลมีแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร?
ผลกระทบรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เปรียบเสมือนไฟที่ได้ลุกลามจากทั่วโลกมาสู่บ้านของเรา ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาจากภายในของเราเอง ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่รุมเร้าอยู่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจึงต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการสินค้าและบริการโดยรวมของประเทศในทุกๆ ด้าน ทั้งการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน รายได้ภาษีอากรของภาครัฐ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการส่งออกและท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยในปีนี้เพียงปีเดียวอาจส่งผลให้จำนวนคนตกงานเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคน ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งออกมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศเป็นหลัก เพื่อทดแทนรายได้จากการส่งออกที่ขาดหายไปอย่างเร่งด่วน เพื่อลดและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และเร่งดำเนินการขนานใหญ่ให้ครอบคลุมและทั่วถึงทุกภาคของระบบเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้
ดังนั้นภารกิจสำคัญของรัฐบาลในฐานะหัวหน้าครอบครัวจึงมีอยู่ 3 ประการ 1) ช่วยเหลือคนที่อยู่ในบ้าน 2) เร่งดับไฟ และ 3) ซ่อมแซมหรือสร้างบ้านใหม่ ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ 3 ประการ เพื่อรองรับรับผลกระทบ และพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย
ยุทธศาสตร์ที่ 1 “ช่วยเหลือคนที่อยู่ในบ้าน”
ให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำและกลุ่มผู้สูงอายุอย่างเร่งด่วน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 “เร่งดับไฟ”
กระตุ้นความต้องการภายในประเทศในทุก ๆ ด้านทดแทนรายได้ที่ขาดหายไปจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยเน้นการเพิ่มการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ เพื่อสร้างงานและพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง
ยุทธศาสตร์ที่ 3 “ซ่อมแซมหรือสร้างบ้านใหม่”
เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
เจตนารมณ์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรก (มาตรการเร่งด่วน) คือ “ช่วยเหลือคนที่อยู่ในบ้านและเร่งดับไฟ” ตามยุทธศาสตร์ที่ 1 และ 2 เป็นหลัก เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโดยตรงและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐและเอกชนให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม และมีโอกาสรั่วไหล (คอร์รัปชั่น) น้อยที่สุด โดยมีโครงการที่อยู่ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรกทั้งหมด 18 โครงการ รวมเป็นเม็ดเงินกว่า 280 พันล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 1) 117 พันล้านบาทจากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552, 2) 124 พันล้านบาท สำหรับการประกันราคาพืชผล และ 3) 40 พันล้านบาท สำหรับมาตรการปรับลดภาษี
หลังจาก “ช่วยเหลือคนที่อยู่ในบ้านและเร่งดับไฟ” จากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโดยมาตรการเร่งด่วนในระยะแรกแล้ว เจตนารมณ์ของมาตรการระยะที่ 2 (มาตรการระยะกลางและระยะยาว) คือ “ซ่อมแซมหรือสร้างบ้านใหม่” โดยการสร้างงาน และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ตามยุทธศาสตร์ที่ 3 เป็นหลัก ซึ่งรัฐบาลจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว และลดการพึ่งพาทรัพยากรน้ำมันจากต่างประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลมีแผนที่จะลงทุนประมาณ 1.56 ล้านล้านบาท ในช่วง 3 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างงานรองรับผู้ว่างงานจากภาวะเศรษฐกิจหดตัว และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งในด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ด้านทรัพยากรน้ำ ด้านการเกษตร ด้านพลังงาน ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข และด้านการท่องเที่ยว และ พัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (creative economy)
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรก (มาตรการเร่งด่วน) มีอะไรบ้าง?
โครงการต่างๆ ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะแรก มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือและขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทั้ง 4 เครื่อง คือ การบริโภคภายในประเทศ การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และ ภาคการส่งออกและท่องเที่ยว ให้เดินต่อไปได้ดังนี้
กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
เป็นโครงการที่เน้นกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและลดค่าครองชีพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ โดยการเพิ่มรายได้หรือเอาเงินใส่กระเป๋าประชาชนโดยตรง และลดภาระค่าครองชีพ เพื่อให้ประชาชนมีเงินเหลือในการจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการอื่นๆมากขึ้น เช่น โครงการเช็คช่วยชาติ โครงการประกันราคาพืชผล โครงการเบี้ยกตัญญู โครงการส่งเสริม อสม. โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือนลดค่าครองชีพ และโครงการธงฟ้าช่วยประชาชน
เพิ่มการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ
เป็นโครงการที่เน้นการลงทุนโดยภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดการสร้างงานและรายได้ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก และยกระดับคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ชนบท อาทิ โครงการเรียนฟรี 15 ปี โครงการต้นกล้าอาชีพ โครงการชุมชนพอเพียง โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการเกษตร โครงการถนนปลอดฝุ่น โครงการปรับปรุงสถานีอนามัยและที่พักอาศัยตำรวจชั้นประทวนทั่วประเทศ
ช่วยเหลือและส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน
เป็นโครงการที่เน้นการให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมภาคเอกชนเพื่อลดการเลิกจ้าง กระตุ้นให้เกิดการลงทุนใช้จ่ายเพื่อสร้างงานในระบบเศรษฐกิจ อาทิ โครงการเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีเงินได้จากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ โครงการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โครงการส่งเสริม SMEs โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร และมาตรการลดภาษีให้แก่ SMEs และวิสาหกิจชุมชน และการงดเก็บภาษีจากการปรับโครงสร้างหนี้ภาคเอกชน
บรรเทาผลกระทบจากภาวะหดตัวของภาคส่งออกและการท่องเที่ยว
เป็นโครงการที่เน้นการช่วยเหลือภาคส่งออกและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดย กระตุ้นการท่องเที่ยว และ ลดความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจของผู้ส่งออก อาทิ โครงการรับประกันความเสี่ยงให้ผู้ส่งออก โดยการขยายการรับประกันการส่งออกให้ผู้ประกอบการในวงเงิน 150,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี โครงการฟื้นฟูความเชื่อมั่นประเทศไทย โดยการจัดกิจกรรมเผยแพร่ภาพลักษณ์เพื่อชักชวนนักท่องเที่ยวและนักลงทุนให้เดินทางมายังประเทศไทย โครงการสนับสนุนการท่องเที่ยว โดยการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับภูมิทัศน์และระบบรักษาความปลอดภัย ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ รวมถึงการยกเว้นค่าธรรมเนียม วีซ่า 3 เดือน ลดค่าธรรมเนียม Landing Fee ยกเว้นค่าเข้าชมอุทยานฯ และกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยค่าใช้จ่ายจากการอบรมสัมมนาสามารถหักภาษีได้ 2 เท่า
รัฐบาลคาดว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วนเหล่านี้ จะสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นสภาวะเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรงในระยะ 3 – 9 เดือนข้างหน้านี้ได้อย่างทันท่วงที
ทำไมต้องกู้?
ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างรุนแรงนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วที่สุด เครื่องมือหาเงินของรัฐบาลคือมาตรการทางด้านการคลังมีอยู่ 3 วิธี ได้แต่ 1.การเพิ่มภาษี 2.การขายทรัพย์สมบัติของชาติ 3.การกู้เงินทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ
มาตรการการเพิ่มภาษีนั้น รัฐบาลกำลังดำเนินการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตเหล้า และบุหรี่ซึ่งเป็นสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ก็จะยังไม่สามารถหาเงินมาได้พอเพียงกับความต้องการ มาตรการที่สองคือการขายทรัพย์สมบัติของชาติเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้จะไม่ทำ เนื่องจากเป็นการส่งผลเสียในระยะยาวต่อประเทศ จึงตกมาอยู่ที่มาตรการที่สามนั่นคือการกู้เงินทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งเป็นมาตรการที่เป็นไปตามหลักทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ และเป็นที่ยอมรับ ใช้กันทั่วไปทั่วโลก
รัฐบาลจะมีการประเมินความสามารถในการคืนเงินกู้นี้อย่างรอบคอบ และจะมีความระมัดระวังในการกู้ยืมเงินเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุดเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศไทยกลับคืนมาสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็วที่สุด
ทำไมถึงแจก เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท?
มาตรการใส่เงินในมือประชาชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นมาตรการที่เป็นไปตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกใช้เพื่อพยุงเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน เช่น ในสหรัฐอเมริกามีการลดภาษีให้กับผู้มีรายได้น้อยจำนวน 116 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และแจกคูปองอาหารมูลค่า 20 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในฝรั่งเศสมีการลดภาษีเป็นมูลค่า 11,400 ล้านยูโร อินโดนีเซียมีการลดภาษีมูลค่า 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ไต้หวันมีการแจกคูปองจับจ่ายใช้สอยรายละ 3,600 เหรียญไต้หวัน และในญี่ปุ่นมีการแจกเงินสดรายละ 20,000 เยน
ทำไมรัฐถึงจ่ายผ่านระบบประกันสังคม?
รัฐบาลต้องการจ่ายเงินให้ถึงมือประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยโดยตรงให้ทั่วถึง โดยมีการรั่วไหลน้อยที่สุดและสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งตามปกติแล้ว หลายประเทศจะจ่ายโดยใช้ฐานข้อมูลของผู้เสียภาษี อย่างไรก็ตามในประเทศไทย ฐานข้อมูลของผู้เสียภาษียังไม่ถูกต้องครบถ้วน เนื่องจากมีผู้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเพียงประมาณ 6 ล้านคน ในประเทศไทยระบบฐานข้อมูลที่ครอบคลุมจำนวนประชากรมากที่สุด และสามารถระบุรายได้ได้ถูกต้อง คือระบบประกันสังคม อย่างไรก็ตามมาตรการนี้เป็นเพียงหนึ่งใน 18 มาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลซึ่งรวมเป็นเม็ดเงินกว่า 280 พันล้านบาทที่มุ่งสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง (สามารถศึกษารายละเอียดได้จากหน้าประชาชนจะได้รับอะไร)
ทำไมถึงจ่ายให้กับผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน?
สืบเนื่องจากการวิธีการนำส่งเบี้ยประกันสังคมที่กำหนดให้ผู้ทำประกันสังคมต้องนำส่งเบี้ยประกันร้อยละ 5 ของเงินเดือน แต่ไม่เกินเดือนละ 750 บาท ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับเงินเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไปนำส่งเบี้ยประกันสังคมเพียง 750 บาทเท่ากัน จึงไม่สามารถระบุได้ว่าผู้นั้นมีรายได้เท่าใด ดังนั้นรายได้ 15,000 บาทต่อเดือนจึงเป็นรายได้ต่อเดือนขั้นสูงสุดที่รัฐบาลจะสามารถระบุผู้ได้รับเงินได้อย่างชัดเจน
